จอห์น บี วัตสัน

จอห์น บี วัตสัน

จอห์น บี วัตสัน (John B. Watson; 1878-1958) เป็นนักจิตวิทยาอีกคนหนึ่งที่พิสูจน์ทฤษฎีการวางเงื่อนไขแบบคลาสสิคอย่างจริงจัง วัตสันศึกษาพฤติกรรมของมนุษย์และเชื่ออย่างแน่นแฟ้นว่าพฤติกรรมเกิดจากสิ่งแวดล้อมและการเรียนรู้ วัตสันจึงประกาศด้วยความมั่นใจว่า
 
.... เลือกทารกมาให้ผมซัก 12 คน เอาคนที่แข็งแรงและไม่พิการนะ ผมจะสุ่มขึ้นมา 1 คน แล้วปั้นให้เด็กคนนั้นเป็นอะไรก็ได้ – หมอ ทนาย ศิลปิน นักธุรกิจ หรือแม้กระทั่งขอทานหรือโจร ผมไม่สนว่าเด็กคนนั้นจะฉลาดแค่ไหน ความถนัด ความสามารถ แนวโน้มของเขาจะเป็นยังไง หรือแม้กระทั่งอาชีพและเชื้อชาติของบรรพบุรุษ (Watson, 1998, p.82)
ในปี ค.ศ. 1913 วัตสันตีพิมพ์บทความที่ได้รับการกล่าวถึงอย่างแพร่หลายชื่อ จิตวิทยาในมุมมองของนักพฤติกรรมนิยม (Psychology as the Behaviorist Views It) เพื่อพิสูจน์ให้สังคมเห็นว่าพฤติกรรมไม่ได้เกิดจากปัจจัยทางชีวภาพหรือภาวะทางจิตใจ แต่พฤติกรรมเกิดจากสิ่งแวดล้อมและการเรียนรู้
 
ผลงานที่โด่งดังที่สุดของวัตสัน ได้แก่ การทดลองกับหนูน้อยอัลเบิร์ต (Little Albert Experiment) ซึ่งขณะนั้นมีอายุ 9 เดือน หนูน้อยอัลเบิร์ตไม่ได้กลัวหนูขาวในตอนแรก แต่เมื่อวัตสันนำหนูขาวออกมาพร้อมกับเสียงดังที่หนูน้อยอัลเบิร์ตกลัว หนูน้อยอัลเบิร์ตกลับกลัวหนูขาวในเวลาต่อมา และยังแผ่ขยายความกลัวไปยังสัตว์และวัตถุมีขนอื่นๆ เช่น สุนัข ลิง เสื้อขนสัตว์ และหน้ากากที่มีขน เป็นต้น ทำให้เห็นว่าเราสามารถวางเงื่อนไขเพื่อให้มนุษย์เกิดอารมณ์กับสิ่งต่างๆ ได้ อีกทั้งอารมณ์นั้นยังสามารถแผ่ขยาย (Generalization) ไปยังสิ่งอื่นได้อีกด้วย ทฤษฎีพฤติกรรมนิยมของวัตสันก่อให้เกิดการถกเถียงอย่างกว้างขวางในเรื่อง “พันธุกรรมหรือการเลี้ยงดูมีผลต่อพัฒนาการเด็ก” และยังเป็นรากฐานให้กับ B.F. Skinner และนักทฤษฎีอื่นๆ ในภายหลังอีกด้วย
ต่อมา วัตสันใช้แนวคิดเดียวกันในการรักษาความกลัวของเด็กชายปีเตอร์ ในตอนแรก ปีเตอร์กลัวหนูขาวและกระต่าย วัตสันให้ปีเตอร์ได้ทานขนมที่อร่อยมากและนำกรงของกระต่ายสีขาววางไว้ห่างจากปีเตอร์พอสมควร วันต่อมา ปีเตอร์ได้ทานขนมอร่อยพร้อมกับกรงกระต่ายที่ค่อยๆ เลื่อนเข้ามาใกล้ การทดลองนี้ดำเนินไปเป็นเวลาหลายวัน จนในช่วงท้ายของการทดลอง ปีเตอร์สามารถทานขนมโดยมีกระต่ายอยู่ข้างๆ ได้ หลังการทดลอง วัตสันรายงานว่า ปีเตอร์สามารถเล่นกับกระต่ายขาวได้ในที่สุด วิธีการลดความรู้สึกอย่างเป็นระบบ (Systematic Desensitization) นี้ถูกนักจิตวิทยานำมาใช้รักษาความกลัว (Phobias) จนถึงทุกวันนี้ (Crain, 2010; Good Therapy, 2015)
 
ครั้งหน้า เราจะมาคุยกันว่า นักจัดการพฤติกรรมในปัจจุบันนำทฤษฎีของพาฟลอฟและวัตสันมาใช้อย่างไรบ้าง
*เนื้อหาจากหนังสือเรื่อง การจัดการพฤติกรรมสำหรับครูการศึกษาพิเศษ
*ขอบคุณภาพจาก PsychologyHub