ทฤษฎีของพาฟลอฟและวัตสันในวงการการศึกษา

ทฤษฎีของพาฟลอฟและวัตสันในวงการการศึกษา

 บทความที่ 3

 
อิวาน พาฟลอฟ, จอห์น บี วัตสัน, และนักจิตวิทยาอีกหลายคนพิสูจน์ให้เราเห็นว่า 
 
1. เราสามารถทำให้ "สิ่งที่ไม่มีความหมาย" กลายเป็น "สิ่งที่มีความหมาย" ขึ้นมาได้ หากเราจัดสถานการณ์ให้ 2 สิ่งนั้นเกิดในเวลาเดียวกันหรือเกิดในเวลาใกล้กัน
 
2. เวลาที่ 2 สิ่งนั้นเกิดขึ้นต้องใกล้/ติดกัน = ยิ่ง 2 สิ่งนั้นเกิดในเวลาใกล้กันมากเท่าใด .. คน/สัตว์จะเชื่อมโยงความหมายของ 2 สิ่งนั้นได้เร็วขึ้น
 
3. ความสม่ำเสมอ = ยิ่ง 2 สิ่งนั้นเกิดขึ้นพร้อมกันทุกครั้ง (โดยเฉพาะในช่วงแรกๆ) คน/สัตว์จะยิ่งเชื่อมโยงได้เร็วขึ้น
นักการศึกษาจึงนำทฤษฎีนี้มาใช้ในการสอนนักเรียนทั่วไปและนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษในหลายรูปแบบ ตัวอย่างหนึ่งที่พบได้บ่อยคือ การสร้างให้นักเรียนทำดีด้วยตนเอง (โดยครูไม่ต้องสั่ง / ทำทั้ง ๆ ที่ไม่มีใครเห็น)
 
หากครู (หรือพ่อแม่) รู้สึกว่า นักเรียน (หรือลูก) จะทำงานที่ได้รับมอบหมายเมื่อได้รับคำสั่งหรือต้องมีผู้ใหญ่คอยเฝ้าเท่านั้น ผู้ใหญ่จึงต้องเหนื่อยในการพร่ำบอก/เตือนให้เด็กทำพฤติกรรมนั้น
 
ดังนั้น ผู้ใหญ่สามารถนำทฤษฎีการวางเงื่อนไขแบบคลาสสิคมาใช้ให้เป็นประโยชน์ โดยจัดสถานการณ์ของ "พฤติกรรมที่ดี" ให้เกิดขึ้นพร้อม/ใกล้กับ "รางวัล/คำชม" ทุกครั้ง
 
เช่น เมื่อเด็กทำดี (ทำกิจกรรม/ใบงานที่ครูมอบหมาย ทำการบ้าน มีน้ำใจ ปฏิบัติตามกฎระเบียบ ช่วยแม่ล้างจาน ฯลฯ) แล้วผู้ใหญ่ให้รางวัลหรือคำชมทันที ... เด็กจะเชื่อมโยง "พฤติกรรมที่ดี" เข้ากับ "รางวัล/คำชม" (แสดงว่า ผู้ใหญ่กำลังพยายามทำให้เด็กรู้สึกดีต่อ "รางวัล/คำชม" และ รู้สึกดีต่อ "พฤติกรรมที่ดี" นั้นด้วย)
 
--> หากผู้ใหญ่ทำเช่นนี้บ่อยๆ เมื่อเวลาผ่านไป ถึงแม้ผู้ใหญ่จะไม่ให้รางวัล/คำชมเมื่อเด็กแสดงพฤติกรรมที่ดี ... เด็กก็จะ รู้ สึ ก ดี หลังจากที่ตัวเองแสดงพฤติกรรมนั้นเหมือนได้รับรางวัล/คำชม (ทั้งๆ ที่ผู้ใหญ่ไม่ได้ให้รางวัลหรือคำชม) 
ที่เป็นเช่นนี้เพราะผู้ใหญ่ได้เชื่อมโยง "พฤติกรรมที่ดี" เข้ากับ "รางวัล/คำชม" เรียบร้อยแล้ว
 
ขอบคุณภาพจาก www.flintobox.com