การสอนภาษา

การสอนภาษา

 
ครั้งก่อน เราคุยกันว่าทฤษฎีการวางเงื่อนไขแบบคลาสสิคถูกนำมาใช้ในการสอนพฤติกรรมใหม่ เช่น การเชื่อมโยง “พฤติกรรมที่ดี” กับ “การเสริมแรง” เพื่อให้บุคคลนั้นรู้สึกดีเมื่อเขาแสดงพฤติกรรมนั้น หรือ การทำให้ “คำชม” ที่ไม่เคยมีความหมายสำหรับเด็กบางคน กลับมีความหมายขึ้นมาได้โดยการเชื่อมโยงคำชมกับตัวเสริมแรงที่เด็กชอบ วันนี้ เราจะคุยกันเรื่องการใช้ทฤษฎีการวางเงื่อนไขแบบคลาสสิคเพื่อสอนคำศัพท์ให้แก่เด็กที่พูดได้น้อยและบกพร่องด้านภาษาและการสื่อสาร เช่น เด็กบกพร่องทางสติปัญญา เด็กออทิสติก เป็นต้น
 
เมื่อเด็กที่มีความต้องการพิเศษไม่เข้าใจคำศัพท์ที่จำเป็น/พบได้บ่อยในชีวิตประจำวัน ครูและผู้ปกครองสามารถสอนคำศัพท์ที่เป็นสิ่งของได้โดย “พูดคำนั้น” พร้อม “ชู/ชี้สิ่งของนั้น” เพื่อเชื่อมโยง “เสียง” ที่เด็กได้ยินกับ “ภาพ” ที่เด็กเห็น หรือ หากผู้ใหญ่ต้องการสอนคำศัพท์ที่เป็นการกระทำ/คำกริยา ผู้ใหญ่ควร "พูดคำนั้น" พร้อม "จับมือทำ/ทำให้ดู" 
 
เมื่อผู้ใหญ่ทำเช่นนี้บ่อย ๆ* และสม่ำเสมอ** เด็กจะเชื่อมโยงเสียงนั้นกับของสิ่งนั้นได้ในที่สุด เช่น
 
1. เมื่อสอนคำว่า "น้ำส้ม" ผู้ใหญ่ชูกล่องน้ำส้ม และ พูดว่าน้ำส้ม ทุกครั้ง ดังนั้น เมื่อใดที่เด็กได้ยินคำว่าน้ำส้ม เด็กจะได้เห็นกล่องน้ำส้มเสมอ เมื่อเวลาผ่านไปพักหนึ่ง เด็กจะเชื่อมโยง "ภาพ" น้ำส้มเข้ากับ "เสียง" แล้วเข้าใจ "ความหมาย" ของคำว่าน้ำส้ม

2. เมื่อสอนคำว่า "กิน" ผู้ใหญ่รับประทานอาหารให้เด็กดู หรือป้อนอาหารให้เด็ก แล้วพูดว่า กิน เมื่อเวลาผ่านไปพักหนึ่ง เด็กจะเชื่อมโยงสิ่งที่ผู้ใหญ่ทำ เสียง และความหมายของคำว่า "กิน" เข้าด้วยกัน
จึงเห็นได้ว่า การสอนคำศัพท์นั้น ต้องพูดสั้น ๆ พูดใจความหรือคำสำคัญนั้น และให้เด็กได้เห็นหรือได้พบเจอสิ่งนั้นในสถานการณ์จริง เด็กจึงจะเข้าใจความหมายของคำนั้น
 
หมายเหตุ
*บ่อย ๆ = ผู้ใหญ่ควรเริ่มใช้วิธีนี้กับสิ่งของในชีวิตประจำวันก่อน เพราะการที่เด็กได้เห็นสิ่งนั้นและได้ยินคำนั้นบ่อย ๆ จะทำให้เด็กเชื่อมโยงและเรียนรู้คำศัพท์นั้นได้เร็วกว่าสิ่งของ/คำที่ได้พบนาน ๆ ครั้ง
 
**สม่ำเสมอ = เมื่อเด็กได้เห็นสิ่งของนั้น เด็กจะได้ยินคำนั้นทุกครั้ง (เช่น เมื่อแม่ชู “กล่องน้ำส้ม” แม่พูดว่า “น้ำส้ม” ทุกครั้ง) เด็กจะเชื่อมโยงคำนั้นเข้ากับสิ่งนั้นได้เร็วกว่า แต่ถ้าแม่พูดบ้าง ไม่พูดบ้าง เด็กก็จะเรียนรู้ได้ช้า
 
นอกจากนี้ ผู้ใหญ่ควรใช้คำเดิม ๆ จนกว่าเด็กจะเข้าใจคำนั้น จึงเปลี่ยนคำได้ เช่น เมื่อแม่ชู “กล่องน้ำส้ม” แม่พูดว่า “น้ำส้ม” หรือ “น้ำผลไม้” หรือ “น้ำกล่อง” หรือ “เอามั้ย” เด็กจะสับสนและไม่เข้าใจความหมายของน้ำส้มอย่างชัดเจน จึงเห็นได้ว่า การใช้คำที่หลากหลายในช่วงแรกไม่เป็นผลดีกับเด็กที่มีความเข้าใจภาษาต่ำ
 
ขอบคุณภาพจาก https://foodandnutrition.org/